สูตรล้างสารพิษออกจากผมและผิว
ในต่ละวัน คิดดูสิคะว่าเราต้องเจอกับมลภาวะมากขนาดไหน ทั้งแสงแดด ควันรถ ฝุ่นผง ผิวและผมของเราต้องถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งเหล่านี้เป็นแน่ แล้วถ้าใครยิ่งเครียด ยิ่งนอนดึก ก็จะยิ่งไปกันใหญ่ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เรามีวิธีการชะระล้างสารพิษออกจากผิว อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย แต่ก้ไม่ยุ่งยากและไม่ต้องจ่ายแพงเข้าไปใช้บริการสปาด้วยค่ะ
มาจัดการกับผมกันก่อนดีกว่า
เราเรียกว่า Cucumber Hair Wrap ค่ะ สูตรเพื่อผมสุขภาพดีนี้
ใช้งบประมารแค่ 150 บาทค่ะ
เริ่มต้นจากการเตรียมส่วนผสมกันก่อน
- แตงกวา ? ผล ปอกเปลือกบทให้ละเอียด
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- น้ำมันมะกอกอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีการ นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกัน แล้วทาให้ทั่วเส้นผม ใช้มือสางจากโคนถึงปลายผม แล้วขมวดเป็นมวยเอาไว้ 10 นาที ค่อยล้างออก จะช่วยถนอมเส้นผม ยิ่งใครไปว่ายน้ำมา สูตรนี้จะช่วยล้างคลอรีนที่ติดผมได้ด้วยค่ะ
ตามด้วยใบหน้า
Eualyptus Facial Steam & White Mud Facial
สูตรนี้ใช้งบประมาณ 155 บาทค่ะ
ส่วนผสมประกอบด้วย
- น้ำมันหอมกลิ่นยูคาลิปตัส 5 หยด
- ดินสอพอง ละลายในน้ำมะนาวให้เป็นแป้งข้น ๆ
วิธีการ ให้เทน้ำเดือดจัด ๆ ลงในชามอ่างปากกว้าง แล้วเติมน้ำมันหอมกลิ่นยูคาลิปตัสลงไป ก้มหน้าลงอังไอน้ำร้อน โดยใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะและปากชามไว้ สูดหายใจเข้าออกช้า ๆ ลึก ๆ 10 นาที เช็ดหน้าให้แห้ง ล้วเอาดินสอพองที่ละลายไว้มาพอกหน้า ทิ้งไว้ 10 นาที
ส่วนผิวกาย
Sea Salt Scrub
ใช้งบประมาณ 300 บาท
มีส่วนผสมดังนี้ค่ะ
- เกลือทะเลบริสุทธ์ เม็ดหยาบ ๆ 2 ถ้วย
- น้ำมันหอมกลิ่นขิง 3 หยด
- น้ำมันหอมกลิ่น Cedarwood 2 หยด
ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วขัดให้ทั่วตัว เวลาขัดจะใช้ใยบวบช่วยด้วยก็ได้ ศูตรนี้จะช่วยขจัดสารพิษ และฆ่าแบคทีเรียบนผิวหนัง แถมยังกระตุ้นระบบเลือดให้ไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย เริ่มขัดจากปลายเท้าวนไล่ขึ้นมา วนไปทั่วหลัง คอ และวนเข้าสู่หัวใจ
December 12, 2009
สูตรล้างสารพิษออกจากผมและผิว
หลักๆของชีวจิต ได้ผสมผสานองค์ความรู้และวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้
หลักๆของชีวจิต ได้ผสมผสานองค์ความรู้และวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้
1ใช้ธรรมชาติเป็นยา
2ใช้อาหารเป็นยา
3 ใช้แนวทางการแพทย์แบบผสมผสาน
แผนปัจจุบัน Conventional , Orthodox , Allopathic
Wholistic (Holistic)
Macrobiotics
แบบจีนและการฝังเข็ม
อายุรเวทและโยคะ
สมุนไพร
การนวดกดจุด การนวดฝ่าเท้า และบริหารโดอิน
แบบอื่นๆ
4 การบริหารและการออกกำลัง (ใช้แบบผสมผสาน)
โดอิน / โยคะ / นวดกดจุด
การยืด ส่ง และดัน
Chiropractic
การรำตะบอง
แต่ก่อนจะถึงมือแพทย์ หรือลงมือรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกใดๆก็ตาม หนทางที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ
ตามแนวชีวจิต ก็คือการป้องกันสุขภาพไว้แต่ต้นมือ โดยให้สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตแต่ละวันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารชีวจิต การกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แก้อาการอ่อนเพลียด้วย น้ำอาร์ซี ซึ่งมีส่วนผสมของกลูโคส DNA/RNA และวิตามินแร่ธาตุจากธรรมชาติ การบริโภค น้ำเอนไซม์ ที่คั้นจากผักและผลไม้สดๆที่จะช่วยบำรุงระบบต่างๆของชีวิตให้ทำงานได้ดีขึ้น
รวมไปถึงการขจัดพิษ (TOXIN) ซึ่งเกิดจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม มลภาวะต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่จากความเครียดที่สะสมชีวิตประจำวัน ให้บรรเทาเบาบางไปจากร่างกายด้วยการล้างพิษ หรือเรียกง่ายๆ ว่าการทำ “ดีท็อกซ์” (DETOXIFICATION) เมื่อพิษต่างๆลดลง ก็จะทำให้ระบบภูมิชีวิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดการสะสมใหม่เพิ่มมากขึ้นอีก
ท้ายที่สุด อุดมการณ์ของชีวจิตหาใช่เรื่องที่ปฏิบัติได้ยากเย็นแต่อย่างใด สิ่งที่อยู่เหนือไปกว่าหลักปฏิบัติทั้งปวง ล้วนแต่เป็นเรื่องของวิธีการคิด ซึ่งยืนอยู่บนหลักการ 5 ข้อ คือ ชีวิตที่ยึดเอาธรรมชาติเป็นหลัก , ชีวิตที่มีความพอดีและเรียบง่าย , ชีวิตที่เป็นไปเพื่อความเป็นเลิศของสุขภาพกาย-ใจ , ชีวิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและรักกันฉันพี่น้อง และ ชีวิตที่ดำเนินไปเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เพียงปฏิบัติได้ตามหลักการเหล่านี้ก็เท่ากับเข้าใจแนวคิดของชีวจิตอย่างถ่องแท้แล้ว
เกร็ดสุขภาพ อาหารชีวจิต เพื่อผิวใสไร้สิว
เกร็ดสุขภาพ อาหารชีวจิต เพื่อผิวใสไร้สิว
1. ปรับอาหารการกินด้วยสูตรชีวจิต ให้ถูกต้อง
• ไม่ควร รับประทานแป้งข้าวและของหวานที่ทำจากน้ำตาลทรายขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งช็อกโกแลต รวมทั้งอาหารประเภทมันๆ และของ ทอดทั้งหลาย
• ควร หันมารับประทานผักและผลไม้ให้มาก เพราะมีวิตามินซี วิตามินอี เบตาแคโรทีน แร่ธาตุโครเมียม และคลอโรฟิลล์ เพื่อช่วยปรับ สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท อาหารทะเล เป็น ต้น เพื่อช่วยลดการอักเสบและการติดเชื้อของสิว นอกจากนี้ยังทำให้แผลเป็นหายเร็วขึ้น ด้วยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่แทนเซลล์ผิวหนังที่เสีย ไป
2. ใช้ดีท็อกซ์ช่วยกำจัดท็อกซิน เพราะการเป็นสิว ย่อมแสดงว่าร่างกายในช่วงนั้นมีเจ้าท็อกซินหรือพิษเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น การทำดีท็อกซ์ ตามหลักชีวจิต เพื่อช่วยขจัดพิษในร่างกาย หลังจากทำดีท็อกซ์เสร็จ ก็เข้าห้องอบไอน้ำหรือ ซาวน่า เพื่อขับพิษออกทางผิวหนังได้อีกทางหนึ่ง ค่ะ
3. ดื่มน้ำสมุนไพรที่ไม่มีน้ำตาล เช่น ลูกใต้ใบ มะตูม หรืออื่นๆ ตามตำราชีวจิต เพราะน้ำจะเป็นตัวพาของเสียสิ่งสกปรกออกไป และจะได้ ประโยชน์จากสมุนไพรแต่ละชนิดอีกด้วย
4. ออกกำลังกายจนเหงื่อออก ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี และทำให้ต่อมไขมันเปิดและพาหัวสิวให้ละลายง่าย ไม่เกิดสิว แต่ที่สำคัญ อย่าลืม ล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้งหลังการออกกำลังกาย
5. ทำจิตใจให้สงบ มีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส ความผ่อนคลายนี้จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง รวมทั้งทำให้เม็ดเลือดขาวใน ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
สวนทวารล้างพิษคืออะไร
สวนทวารล้างพิษคืออะไร
การสวนทวาร หรือที่มักเรียกติดปากแบบย่อๆว่า “ดีท็อกซ์” เป็นวิธีกำจัดท็อกซินออกจากร่างกายวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะท็อกซินที่คั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่
ไม่ใช่ทำเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของโรค หรือเพื่อแก้อาการท้องผูก แต่อย่างใด การถ่ายอุจจาระออกมาด้วยถือว่าเป็นผลพลอยได้เท่านั้นค่ะ
บางคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า ฉันถ่ายอุจจาระทุกวันโดยไม่ท้องผูก คงไม่มีท็อกซิน และไม่จำเป็นต้องทำดีท็อกซ์ ความจริงแล้วในลำไส้ของเราจะมีลักษณะเป็นขดซ้อนทับเป็นซอกหลืบ ลักษณะอย่างนี้เองทำให้เกิดการสะสมของของเสียในลำไส้ใหญ่ แม้ถ่ายอุจจาระทุกวันก็ไม่สามารถกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้หมด แต่การสวนล้างทวารช่วยได้ค่ะ
การทำดีท็อกซ์ต้องใช้น้ำสำหรับสวนเข้าทางทวารหนัก น้ำสำหรับดีท็อกซ์มีหลายสูตร คือ
สูตรน้ำกาแฟ ของนายแพทย์แมกซ์ เกอร์สัน
ใช้กาแฟผงบริสุทธิ์ (ชนิดไม่ปรุงแต่ง) 2 ช้อนโต๊ะ ต้มกับน้ำ 1 ลิตรจนเดือด แล้วกรองเอาผงออกทิ้งให้น้ำอุ่น แล้วจึงนำมาสวนท้อง กาแฟไม่ควรใช้กาแฟสำเร็จรูป เพราะจะมีส่วนผสมของเนยมากเกินไป สามารถหาซื้อกา แฟได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เช่น ฟู้ดแลนด์ ฟูจิ, ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต อาจใช้ยี่ห้อตุงฮู อโรมา ซูซูกิ (ชนิดพรีเดียม) หรือตามร้านขายอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพทั่วๆ ไป
ทำไมต้อง..ดีท๊อกซ์
ทำไมต้อง..ดีท๊อกซ์
ปัจจุบันการกินอาหารของคนเราแตกต่างจากสมัยก่อนมาก ทั้งในเรื่องอาหารที่กิน เวลาที่กิน วิธีการกิน บางคนกินทั้งวันทั้งคืน พฤติกรรมเหมือนกับไก่ที่เขาเปิดไฟให้สว่าง ไว้ทั้งวันทั้งคืน ไก่มันก็กินทั้งวันทั้งคืน ทำให้มันโตเร็ว คนเลี้ยงจะได้ขายได้เร็วๆ ดูแล้วคล้ายคนเราในปัจจุบันเลยนะครับ จะดึกดื่นแค่ไหนก็ยังเห็นคนนั่งกินนั่งดื่มกันอยู่ กินเสร็จแล้วก็กลับไปนอน ตื่นมาก็เริ่มต้นกินกันใหม่
อาหารที่เรากินเข้าไป ก็เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง สารพิษต่างๆที่ปนเปื้อนมากับอาหาร เพราะเราใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงกันมากมายเหลือเกิน ร่างกายคนเราจึงสะสม สารพิษไว้ ถ้าร่างกายเรามีระบบขับพิษที่ดีอยู่ ร่างกายก็จะยังอยู่ได้ดีมีสุข แต่เมื่อใดระบบดังกล่าวมันรับมือไม่ไหว เมื่อนั้นท่านจะรู้สึก โรคต่างๆก็จะทยอยวิ่งตามกันมา ตั้งแต่โรคผิวหนัง ผื่นคัน ภูมิแพ้ เบาหวาน ความดัน หลอดเลือดอุดตัน เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดข้อ นี่คือผลที่ตามมา
เมื่อร่างกายเราเป็นโรคหรือมีอาการผิดปกตินั้น แสดงว่ามีพิษในร่างกายเราเข้าแล้ว เราต้องเอาพิษนั้นออก ซึ่งก็มีหลายหลายวิธีด้วยกันที่จะล้างพิษ โดยวิธีอดอาหาร ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำผัก กินแต่ผลไม้ อบสมุนไพร อบไอน้ำ ออกกำลังกาย การนวดและการสวนลำไส้หรือดีท๊อกซ์
สัตว์กินเนื้อจะมีลำไส้สั้น ตรงและเรียบ มีความยาว 3 เท่าของช่วงตัวและมีกรดเกลือที่ใช้ย่อยอาหารมากกว่าสัตว์กินพืชถึง 10 เท่า และเข้มข้นมากกว่าถึง 20 เท่า ดังนั้นสัตว์กินเนื้อจึงใช้เวลาย่อยเนื้อไม่นาน และขับออกจากร่างกายได้เร็ว เพราะลำไส้สั้น แต่คนเรามีลำไส้ยาวเกือบ 30 ฟุต เหมือนกับลำไส้ของสัตว์กินพืช โดยลำไส้เล็กยาว 23 ฟุต และลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ถ้าตัวโตก็จะยาวเพิ่มขึ้น แถมยังมีน้ำย่อยที่เจือจางกว่าสัตว์กินเนื้อมาก
ดังนั้นถ้าเรากินเนื้อเข้าไป เราต้องใช้เวลาย่อยนาน ยิ่งถ้าระบบย่อยของเราไม่ดีด้วยแล้ว เนื้อก็คงเน่าเสียก่อนจะย่อยแน่ๆ และถ้าหากเราไม่กินผักหรืออาหารพวกกากใย กว่าจะขับถ่ายออกมาได้ก็คงต้องใช้เวลา 5-10 วัน ท่านลองนึกดูให้ดีนะครับว่า เนื้อที่อยู่ในร่างกายเราเกือบ 10 วัน มันจะเน่าเหม็นเพียงใด ปกติแค่วันสองวันแรกมันก็เน่าแล้ว เมื่อมันอยู่ในลำไส้ ลำไส้ก็จะดูดซึมเอาพิษของเสียเข้าสู่กระแสเลือด และยิ่งมันค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เรานานเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งได้สารพิษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แสดงว่าธรรมชาติกำหนดให้มนุษย์เรากินพืชมากกว่ากินเนื้ออย่างเห็นได้ชัด เพราะบรรพบุรษของเราคือลิง ไม่ใช่เสือ ลิงจะทานแต่ผักผลไม้ ส่วนเสือจะทานแต่เนื้อสัตว์ไม่ทานผลไม้ ฉะนั้นหากมนุษย์เราทานอาหารห่างไกลธรรมชาติของตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งป่วยมากขึ้นเท่านั้น
ผู้ที่ท้องผูกมากๆ หลายวันถึงจะถ่าย ร่างกายจึงร้อนเหมือนเป็นไข้ ก้นจะร้อนเพราะความอัดแน่นของสารพิษ นั่งเก้าอี้สักพักแล้วลุกขึ้น เก้าอี้ยังร้อนอยู่เลย เหมือนมีเตาไฟตั้งอยู่ใต้เก้าอี้ โรคริดสีดวงก็กำเริบสิครับ นอกจากริดสีดวงแล้ว สิว หูด กระ ฝ้า ฝี โรคผิวหนังต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากสารพิษทั้งสิ้น โดยเฉพาะถ้าท้องผูกเป็นสาเหตุที่สำคัญจนมีผู้กล่าวว่า “โรคอะไรก็แล้วแต่ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการท้องผูก”
แนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันลืมหลักการแพทย์ดั้งเดิมที่เน้นความสำคัญของคนกับธรรมชาติ เน้นความสำคัญของอาหารที่มีต่อร่างกายและจิตใจ เน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน จึงใช้เวลาส่วนมากคิดค้นแต่ยาซึ่งส่วนมากเป็นสารเคมีและเทคโนโลยีทางการรักษาและศัลยกรรมอันซับซ้อน ซึ่งเปรียบเสมือนดาบสองคม คมหนึ่งเอาไว้ฆ่าฟันเชื้อโรค และอีกคมหนึ่งกลับสะท้อนมาทำร้ายร่างกายมนุษย์เอง
ไม่มียาอะไรดีไปกว่าการกินอาหารให้ถูกต้อง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงจากสารพิษต่างๆ และสิ่งสำคัญที่สุดคือรู้จักเอาพิษหรือของเสียออกจากร่างกาย ให้ร่างกายสะอาดหมดจด ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายทาง และทางหนึ่งก็คือ การสวนทวารล้างลำไส้ใหญ่
การสวนล้างลำไส้ใหญ่นี้ มิได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในเมืองไทย “นายแพทย์แมกซ์ เกอร์สัน” บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด ได้ใช้วิธีนี้รักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งมา 70 กว่าปีแล้ว ท่านเป็นชาวเยอรมัน แต่สุดท้ายไปอยู่อเมริกา ในเมืองไทยมาฮือฮากันเมื่อ “ดร.สาทิส อินทรกำแหง” นำวิธีการดังกล่าวาใช้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย และก็ยังบอกอีกว่าเรื่องนี้เขาทำกันมา 200-300 ปีแล้ว ไม่เห็นมีอันตรายอะไร ต่อมา”หมออารี วชิรมโน” ก็มาสร้างกระแสการดีท๊อกซ์นี้อีก โดยเฉพาะที่สันติอโศกที่ท่านไปบรรยาย
การสวนล้างลำไส้ (DETOX) ให้ปลอดภัย สิ่งที่ใส่เข้าไปนั้นต้องมีสภาพเป็นกรด เพราะลำไส้ใหญ่ก็มีสภาพเป็นกรดโดยปกติ การสวนด้วยกาแฟมีค่า pH = 5 มะนาวมี pH = 2 การสวนด้วยกาแฟจะเอาพิษออกจากตับ แต่การสวนด้วยมะนาวหรือมะขามเปียกจะไปทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ได้ดีกว่า เนื่องจากมีความเป็นกรดมากกว่า จะช่วยเร่งการบีบตัวเอาของสกปรกในลำไส้ใหญ่ออกได้ดีกว่า จะใช้มะนาว 1-3 ลูกก็ได้แล้วแต่สภาพท้องผูกของแต่ละคน หรืออาจจะใช้ทั้งกาแฟและมะนาวด้วยก็ได้ไม่เสียหาย
พูดกันถึงเรื่องสวนทวารแล้ว บางท่านก็รับไม่ได้ บอกยอมตายดีกว่า อย่าว่าแต่ท่านเลย แรกๆผมเองก็กลัวเหมือนกัน แต่ผมจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อรักษาตนเองและหาประสบการณ์มารักษาคนไข้ จึงได้พบความจริงว่า “มันก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด” “ใครๆก็ทำได้เอง ง่ายนิดเดียว” “ถ้ารู้ว่าดีอย่างนี้ ทำตั้งนานแล้ว” ผมคิดอย่างนี้จริงๆนะครับ ไม่ได้โม้
ตอนทำดีท๊อกซ์แรกๆนั้น อุจจาระจะออกมามาก และเหม็นสุดๆ ตัวผมเองยังทนกลิ่นแทบไม่ไหว ไม่รู้มันอยู่ในลำไส้เราได้อย่างไร แล้วทำไมมันไม่ออกมา ทั้งๆที่ถ่ายอยู่ทุกวัน เมื่อมันออกมาแล้วผมรู้สึกตัวเบา โล่ง ไม่เคยรู้สึกสบายตัวอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็ชักติดใจ เลยทำทุกวันติดต่อกัน 2 อาทิตย์ เมื่อทำแล้วลำไส้จะสะอาดขึ้น สารพิษในร่างกายถูกขับออกไป ความรู้สึกสดชื่นสบายตัวจะเข้ามาแทน ความอึดอัดร่างกาย และความเครียด
สุขภาพจิตดีแล้ว สุขภาพกายก็แข็งแรงตามไปด้วย จากเมื่อก่อนที่ผมเคยเจ็บป่วยออดๆแอดๆ ทุกวันนี้โรคภัยไข้เจ็บก็แทบไม่ถามหาอีกเลย ก็จะเจ็บป่วยได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อพิษมันออกจากร่างกายไปหมดแล้ว ..
ท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ และคิดว่าในร่างกายมีสารพิษ หรือผู้ที่ท้องผูก ต้องกินยาถ่าย ยาระบายตลอด ผมเห็นว่าการดีท๊อกซ์เป็นทางเลือกทางหนึ่ง ที่ได้ผลดีเลยทีเดียว ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่เสียเวลามาก ทำได้ด้วยตัวเองและยังแนะนำให้คนรู้จักทำ ได้บุญอีกด้วยนะครับ
